ประวัติศาสตร์ของกัญชา
"กัญชา" เป็นหนึ่งในพืชที่เก่าแก่ที่สุดที่ปลูกโดยมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย โดยกัญชามีกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย สันนิษฐานว่ามีการกระจายพันธุ์เป็นบริเวณกว้างอยู่ทางตอนกลางของทวีป ได้แก่ แถบประเทศอิหร่าน ตอนใต้ของแคว้นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ตอนเหนือของประเทศอินเดียบริเวณแคว้นแคชเมียร์และเชิงเขาหิมาลัย และประเทศจีน โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นแรกของการใช้กัญชาพบที่ประเทศจีนระบุว่าได้ปลูกเพื่อใช้เส้นใยตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล มีการนำกัญชาไปใช้เป็นยาแผนจีนโบราณที่ได้บันทึกไว้ในตำรายาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ ตำรายาหวงตี้เน่ยจิง ใช้รักษาอาการปวดไขข้ออักเสบ อาการท้องผูก โรคมาลาเรียและอื่น ๆ ในสมัยจักรพรรดิฉินและฮั่นในช่วง 2,700 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ที่ประเทศอินเดียได้เริ่มนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์และทางศาสนาสำหรับการผักผ่อนหย่อนใจในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล และกัญชาก็ได้กระจายไปแถบยุโรปและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในช่วง 450 ปีก่อนคริสตกาล จนมาถึงในช่วง ศตวรรษที่ 18 กัญชาได้ถูกศึกษาในบริบททางเภสัชกรรมและพบผลในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย จนเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์เรื่อยมา
"สายวิวัฒนาการของกัญชา" ในปัจจุบันเราอาจจะเคยได้ยินมาว่ากัญชามีเป็นร้อยๆ สายพันธุ์ (strain) ที่เกิดขึ้นจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและอีกนับไม่ถ้วนที่เกิดจากการผสมพันธุ์ของมนุษย์เพื่อพัฒนาและแสวงหาคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปใช้งานในด้านต่างๆ แต่เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ จึงได้มีการแบ่งสายพันธุ์ของกัญชาในโลกนี้ออกเป็น 3 สายพันธุ์หลัก (species) โดยอาศัยลักษณะทางกายภาพและคุณสมบัติในทางวิชาการ แบ่งได้ดังนี้ คือ กัญชง (Hemp, Cannabis sativa), กัญชา (Marijuana, Cannabis indica) และ รูเดอลาริส (Cannabis ruderali)
"กัญชง" (Hemp, Cannabis sativa) เป็นพันธุ์เก่าแก่สุดที่มนุษย์นำมาใช้ในหลายจุดประสงค์ตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งใช้ในการบริโภค สิ่งทอ และยารักษาโรค สายพันธุ์นี้เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน ชอบกลางวันที่ยาวนานและแดดแรง เช่น ประเทศไทย โคลัมเบียและเม็กซิโก สายพันธุ์นี้ลำต้นสูง อาจสูงได้ถึง 4-5 เมตร ใบรูปหยัก ใบแหลม มีแฉก ๆ สีใบออกเขียว (รูปที่ 2) จัดเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกยากสุดและใช้เวลาออกดอกนานสุด สายพันธุ์นี้จัดเป็นสายพันธุ์ที่ให้เส้นใยเป็นหลักในปัจจุบันเราอาจจะเคยได้ยินมาว่ากัญชามีเป็นร้อยๆ สายพันธุ์ (strain) ที่เกิดขึ้นจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและอีกนับไม่ถ้วนที่เกิดจากการผสมพันธุ์ของมนุษย์เพื่อพัฒนาและแสวงหาคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปใช้งานในด้านต่างๆ แต่เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ จึงได้มีการแบ่งสายพันธุ์ของกัญชาในโลกนี้ออกเป็น 3 สายพันธุ์หลัก (species) โดยอาศัยลักษณะทางกายภาพและคุณสมบัติในทางวิชาการ แบ่งได้ดังนี้ คือ กัญชง (Hemp, Cannabis sativa), กัญชา (Marijuana, Cannabis indica) และ รูเดอลาริส (Cannabis ruderalis)
กัญชา (Marijuana, Cannabis indica) เป็นกัญชาสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีทั้งในและบริเวณโดยรอบของประเทศอินเดีย รวมถึงพื้นที่กว้างใหญ่ของแถบเอเชียกลาง สายพันธุ์นี้จะเป็นไม้พุ่มที่มีลำต้นหนาและมีความแน่นของใบ ความสูงของต้นน้อยกว่า 2 เมตร สีใบออกเขียวเข้ม ดอกจะก่อตัวเป็นกระจุกหนา ๆ รอบ ๆ โหนดของเพศเมีย (รูปที่ 3) สายพันธุ์นี้อุดมไปด้วยสารสำคัญ จึงเป็นสายพันธุ์ที่นิยมนำมาใช้ทำสมุนไพรมากที่สุด
รูเดอลาริส (Cannabis ruderalis) เป็นสายพันธุ์น้องใหม่ล่าสุดที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1924 ในป่าภาคกลางที่รัสเซีย เป็นพืชในเขตหนาว ทนทานต่อความแห้งแล้ง ลำต้นเล็ก เตี้ย สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบแคบ (รูปที่ 4) ออกดอกเร็วภายใน 1-2 เดือน สายพันธุ์นี้ถูกกล่าวถึงน้อยมาก เนื่องจากมีสารสำคัญน้อย ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่ทนหนาวได้ดี นักปรับปรุงพันธุ์จึงได้นำสายพันธุ์ไปผสมกับพันธุ์อื่น ทำให้ลูกผสมรูเดอลาริสถูกนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น
รูเดอลาริส (Cannabis ruderalis) เป็นสายพันธุ์น้องใหม่ล่าสุดที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1924 ในป่าภาคกลางที่รัสเซีย เป็นพืชในเขตหนาว ทนทานต่อความแห้งแล้ง ลำต้นเล็ก เตี้ย สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบแคบ (รูปที่ 4) ออกดอกเร็วภายใน 1-2 เดือน สายพันธุ์นี้ถูกกล่าวถึงน้อยมาก เนื่องจากมีสารสำคัญน้อย ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่ทนหนาวได้ดี นักปรับปรุงพันธุ์จึงได้นำสายพันธุ์ไปผสมกับพันธุ์อื่น ทำให้ลูกผสมรูเดอลาริสถูกนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น
กัญชงกัญชากับกฎหมายไทย
ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ 2522 ได้ระบุชัดเจนว่า กัญชา จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งในนิยามของกัญชานั้น จะรวมกัญชงเข้าไปด้วย ต่อมาได้ออกกฏกระทรวงใหม่ ลงวันที่ 1 มกราคม 2561 ได้แยกกัญชงหรือที่ มีชื่อว่า เฮมพ์ ออกจากกัญชา จะไม่ใช้คำว่า กัญชง ในทางกฏหมาย ระบุว่า เฮมพ์ จะต้องมีสาร THC ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อน้ำหนักแห้ง
ดังนั้นกฎหมายไทยจึงไม่ได้นิยามกัญชงและกัญชาโดยอ้างอิงพื้นฐานอนุกรมวิธานทางพฤกษศาสตร์ แต่นิยามโดยถือเอาปริมาณสารสำคัญ THC ที่มีอยู่ในสายพันธุ์นั้น ๆ คือ Cannabis สายพันธุ์ใดที่มีสาร THC มากกว่า 1% ต่อน้ำหนักแห้ง ถือว่าเป็นกัญชาทั้งหมด ไม่ว่าผู้ประกอบการนำเข้าในชื่อพันธุ์ของกัญชงหรือไม่ก็ตาม และ Cannabis สายพันธุ์ใดที่มีสาร THC ต่ำกว่า 1% ต่อน้ำหนัดแห้ง จัดว่าเป็น เฮมพ์
จากประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ และกัญชงพืชเศรษฐกิจ ในปัจจุบันได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ 2563 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน พรบ. ยาเสพติดให้โทษ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ได้ปลดล๊อคกัญชงและกัญชาในระดับหนึ่งแล้ว คือ ส่วนที่ยังจัดว่าเป็นยาเสพติดของกัญชา มี 2 ส่วน คือ ดอกตัวเมีย และเมล็ด สำหรับกัญชงเหลือเพียงดอกตัวเมียเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ไม่จัดว่าเป็นยาเสพติด ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ โดยไม่ผิดกฏหมาย (รูปที่ 6) อีกทั้งกฏกระทรวงกัญชงฉบับใหม่ เริ่มบังคับใช้วันที่ 29 มกราคม 2564 เปิดกว้างให้ทุกส่วนทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชนทั่วไป สามารถขออนุญาตและนำกัญชงไปใช้ประโยชน์ได้ทุกวัตถุประสงค์ ถึงตอนนี้กัญชงและกัญชากำลังจะกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย ที่จะสร้างรายได้และเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการได้หลาย ๆ ส่วนต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. กองควบคุมวัตถุเสพติด. 2564. เรื่องน่ารู้…กัญชาทางการแพทย์ กัญชงพืชเศรษฐกิจ. สืบค้นได้ที่ https://mnfda.fda.moph.go.th/narcotic/?p=10195
2. นัทธวงศ์ อนิวรรตน์. 2562. วงจรชีวิตของต้นกัญชาและการดูแลเพื่อนำไปสกัดเป็นยา. สำนักพิมพ์ พราวเพรส (2002) จำกัด. 318 หน้า
3. Micheal Backes เขียน. จารวี นิพนธ์กิจ แปล. 2563. กัญชาทางการแพทย์ Cannabis pharmacy. สำนักพิมพ์แอร์ไรว์. 480 หน้า